Technical Analysis
อินดิเคเตอร์สถิติ bollinger b1 คืออะไร? แนะนำกลยุทธ์อ่านกรอบความผันผวนเพื่อหาจุดซื้อขาย
เรียนรู้กลไกเครื่องมือสถิติ bollinger b1 หรือ Bollinger Bands วิธีอ่านค่าเส้นขอบบน-ขอบล่าง เพื่อหาจุดกลับตัวและจังหวะราคา Breakout ที่แม่นยำ
ในโลกของการเก็งกำไร ปัญหาหนึ่งที่นักเทรดมักจะพบเจออยู่บ่อยๆ คือ การตอบไม่ได้ว่าราคาของสินทรัพย์ในปัจจุบัน "แพงเกินไป" หรือ "ถูกเกินไป" สำหรับกรอบเวลาตอนนั้น เพราะหลายครั้งที่เห็นราคาวิ่งพุ่งขึ้นไปอย่างรุนแรงจนคิดว่าแพงแล้ว แต่ราคากลับยังสามารถวิ่งต่อไปได้อีก หรือบางทีเห็นราคาร่วงดิ่งจนคิดว่าถูกมาก แต่สุดท้ายก็ยังหลุดโลว์ลงไปเรื่อยๆ เครื่องมือทางสถิติที่จะเข้ามาช่วยตีกรอบ ดึงราคากลับเข้าสู่สมดุล และทำหน้าที่เป็นตัววัดความผันผวนของตลาดที่แม่นยำที่สุดตัวหนึ่งคือ Bollinger Bands หรือที่เรียกกันในวงการอินดิเคเตอร์และระบบส่งคำสั่งว่า bollinger b1การเรียนรู้และเข้าใจกลไกของ bollinger b1 จะช่วยเปลี่ยนมุมมองการดูหน้าจอกราฟของคุณจากการเดาราคาลอยๆ ให้กลายเป็นการอิงหลักสถิติความน่าจะเป็นที่จับต้องได้ เครื่องมือชิ้นนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบอกทิศทางขาขึ้นขาลงแบบตรงไปตรงมาเหมือนเส้นค่าเฉลี่ยทั่วไป แต่มีหน้าที่หลักในการแสดง "เพดานและพื้น" ของราคาที่สอดคล้องกับสภาวะความแรงของตลาดในแต่ละช่วงเวลา บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจโครงสร้าง 3 เส้นสากล พร้อมแจกสูตรการนำไปใช้หาจุดกลับตัวและจังหวะกระชากราคาแบบจัดเต็ม
รู้จักกับ 3 เส้นหลักของ Bollinger Bands
เครื่องมือ Bollinger Bands ถูกคิดค้นขึ้นโดยนักวิเคราะห์ทางการเงินชาวอเมริกันชื่อ จอห์น โบลลิงเจอร์ (John Bollinger) กลไกการทำงานของมันคือการนำหลักสถิติเรื่อง "ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรือ SD)" มาคำนวณร่วมกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อสร้างเป็นแถบกรอบราคา (Bands) ครอบตัวกราฟแท่งเทียนเอาไว้ โดยเมื่อเรากดเปิดใช้ในโปรแกรมเทรด ตัวระบบจะกางเส้นหลักออกมา 3 เส้นเสมอ ดังนี้
1. เส้นกลาง (Middle Band)
เส้นนี้คือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (SMA) มาตรฐานสากลจะนิยมตั้งค่าไว้ที่ 20 วัน (Period 20) ทำหน้าที่เป็นแกนสมดุลหลักของราคา และใช้เป็นแนวรับแนวต้านพื้นฐานในสภาวะที่ตลาดมีเทรนด์
2. เส้นขอบบน (Upper Band)
เกิดจากการนำค่าของเส้นกลาง 20 วัน มาบวกเพิ่มด้วย "2 เท่าของค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน" (Middle Band + 2SD) เส้นนี้ทำหน้าที่เป็นเพดานราคาตามหลักสถิติ ซึ่งเป็นจุดที่บอกว่าราคาเริ่มเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought)
3. เส้นขอบล่าง (Lower Band)
เกิดจากการนำค่าของเส้นกลาง 20 วัน มาลบออกด้วย "2 เท่าของค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน" (Middle Band - 2SD) เส้นนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นราคา คอยบอกว่าราคาเริ่มเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold)
กฎเหล็กทางสถิติที่ทำให้อินดิเคเตอร์ bollinger b1 มีความแม่นยำสูงมาก คือหลักความน่าจะเป็นที่ระบุว่า "พฤติกรรมการวิ่งของราคาสินทรัพย์กว่า 95% จะเคลื่อนที่อยู่ภายในกรอบเส้นขอบบนและขอบล่างนี้เสมอ" จะมีโอกาสเพียงแค่ประมาณ 5% เท่านั้นที่ราคาจะสามารถวิ่งทะลุกรอบหลุดออกไปด้านนอกได้ นั่นหมายความว่า ทันทีที่ราคาขยับไปชนขอบบนหรือขอบล่าง ตลาดมักจะเกิดแรงต้านและดึงราคากลับเข้าหาเส้นกลางเสมอตามแรงเหวี่ยงทางสถิติ
ตารางสรุปสภาวะกรอบราคาและการเลือกกลยุทธ์เทรดให้ถูกวิธี
สิ่งสำคัญในการนำอินดิเคเตอร์ตัวนี้ไปใช้งาน คือการอ่านหน้าตาการ "บีบตัวและขยายตัว" ของแถบเส้นขอบ เพราะมันคือสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่บอกว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา หรือตลาดกำลังจะเข้าสู่โหมดพักผ่อน โดยแบ่งได้ดังนี้
2 กลยุทธ์ระดับสากลในการใช้ Bollinger Bands ล่ากำไร
หลังจากที่เข้าใจสภาวะกรอบจากตารางข้างต้นแล้ว นักเทรดสามารถเลือกนำไปประยุกต์ใช้ทำเงินจริงในตลาดได้ผ่าน 2 วิธีการยอดนิยมดังต่อไปนี้
กลยุทธ์ที่ 1: เล่นรอบในกรอบไซด์เวย์ (The BB Bounce)
เทคนิคนี้จะทำงานได้ดีที่สุดในช่วงที่ตลาดไม่มีเทรนด์ชัดเจน เส้นขอบทั้งบนและล่างวิ่งขนานเป็นแนวนอน
จังหวะซื้อ: เมื่อราคาย่อตัวลงมาชนเส้นขอบล่าง (Lower Band) และเริ่มเกิดแท่งเทียนกลับตัว ให้เปิดสถานะซื้อ (Buy) โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรไว้ที่เส้นกลางหรือถือไปจนถึงเส้นขอบบน
จังหวะขาย: เมื่อราคาพุ่งขึ้นไปชนเส้นขอบบน (Upper Band) และไม่สามารถผ่านได้ ให้เปิดสถานะขาย (Sell) หรือปิดทำกำไรออเดอร์ฝั่งซื้อทันที เนื่องจากทางสถิติราคาขยับเข้าใกล้โซน 5% ที่จะหลุดยากแล้ว
จังหวะซื้อ: เมื่อราคาย่อตัวลงมาชนเส้นขอบล่าง (Lower Band) และเริ่มเกิดแท่งเทียนกลับตัว ให้เปิดสถานะซื้อ (Buy) โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรไว้ที่เส้นกลางหรือถือไปจนถึงเส้นขอบบน
จังหวะขาย: เมื่อราคาพุ่งขึ้นไปชนเส้นขอบบน (Upper Band) และไม่สามารถผ่านได้ ให้เปิดสถานะขาย (Sell) หรือปิดทำกำไรออเดอร์ฝั่งซื้อทันที เนื่องจากทางสถิติราคาขยับเข้าใกล้โซน 5% ที่จะหลุดยากแล้ว
กลยุทธ์ที่ 2: ดักจับการระเบิดราคาช่วงคอขวด (Bollinger Squeeze)
นี่คือกลยุทธ์ที่สาย Day Trading ชอบมากที่สุด ให้เฝ้ามองหากราฟของสินทรัพย์ที่เส้นขอบบนและขอบล่างดึงตัวบีบเข้าหากันจนแคบมากๆ คล้ายคอขวด สภาวะนี้แปลว่าราคาเลือกที่จะนิ่งเพื่อสะสมวอลุ่ม
ทันทีที่มีแท่งเทียนขนาดใหญ่พุ่งทะลุและปิดเหนือเส้นขอบบนได้อย่างรุนแรง พร้อมกับกรอบอ้าออกจากกัน ให้เปิดสถานะซื้อตามน้ำทันที (Buy Breakout) เพราะนั่นคือสัญญาณของการเปิดฉากเทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่
ในทางตรงกันข้ามหากมีแท่งเทียนแดงดิ่งทะลุหลุดเส้นขอบล่างลงไปด้านล่าง ให้เปิดสถานะฝั่งขาย (Short) ทันที
ทันทีที่มีแท่งเทียนขนาดใหญ่พุ่งทะลุและปิดเหนือเส้นขอบบนได้อย่างรุนแรง พร้อมกับกรอบอ้าออกจากกัน ให้เปิดสถานะซื้อตามน้ำทันที (Buy Breakout) เพราะนั่นคือสัญญาณของการเปิดฉากเทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่
ในทางตรงกันข้ามหากมีแท่งเทียนแดงดิ่งทะลุหลุดเส้นขอบล่างลงไปด้านล่าง ให้เปิดสถานะฝั่งขาย (Short) ทันที